Ethyl Acetate(EA) เอตทิลอะซีเทต

เอทิล อะซีเทต (Ethyl Acetate หรือ EA) เป็นตัวทำละลายอินทรีย์ประเภทเอสเทอร์ (Ester) ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหลากหลายภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก สารเคมีชนิดนี้มีลักษณะเป็นของเหลวใส ไม่มีสี มีกลิ่นหอมหวานเฉพาะตัวคล้ายผลไม้หรือน้ำยาล้างเล็บ เป็นสารระเหยง่ายและไวไฟสูง

1. ข้อมูลทางเคมีและกายภาพ (Chemical & Physical Properties)

  • สูตรโมเลกุล (Molecular Formula): มีสูตรทางเคมีคือ C4H8O2 หรือเขียนระบุในรูปโครงสร้างกึ่งโครงสร้างได้เป็น CH3COOCH2CH3
  • เลขทะเบียน CAS:141-78-6
  • น้ำหนักโมเลกุล (Molecular Weight): มีมวลโมเลกุลคงที่เท่ากับ 88.11 g/mol ซึ่งจัดเป็นเอสเทอร์สายสั้นที่มีน้ำหนักโมเลกุลค่อนข้างต่ำ
  • สถานะและลักษณะทางกายภาพ (Physical Appearance): มีสถานะเป็นของเหลวใสบริสุทธิ์ เนื้อเดียว ไม่มีสี และไม่มีสิ่งเจือปนหรือสารแขวนลอยตกตะกอน
  • กลิ่นเฉพาะตัว (Odor Profile): มีกลิ่นหอมหวานคล้ายผลไม้ (Ethereal Fruity Odor) ในความเข้มข้นต่ำ และจะมีกลิ่นฉุนคล้ายน้ำยาล้างเล็บหรือกาวใสเมื่อมีความเข้มข้นสูง
  • จุดเดือดมาตรฐาน (Boiling Point): อยู่ที่อุณหภูมิประมาณ 77.1ºC  ที่ความดันบรรยากาศปกติ ถือเป็นสารระเหยง่าย เนื่องจากมีจุดเดือดค่อนข้างต่ำ
  • จุดหลอมเหลวและจุดเยือกแข็ง (Melting / Freezing Point): อยู่ที่อุณหภูมิประมาณ -83.6ºC 
  • จุดวาบไฟ (Flash Point): อยู่ที่อุณหภูมิ -4ºC ในระบบถ้วยปิด จัดเป็นสารเคมีของเหลวไวไฟสูงมาก สามารถติดไฟได้ง่ายในอุณหภูมิห้องปกติ
  • อุณหภูมิติดไฟได้เอง (Auto-ignition Temperature): สารสามารถเกิดปฏิกิริยาลุกไหม้ได้เองในอากาศที่อุณหภูมิประมาณ 426ºC 
  • ขีดจำกัดการระเบิดในอากาศ (Flammability Limits): มีขีดจำกัดการติดไฟต่ำสุด (LEL) อยู่ที่ 2.0% v/v และขีดจำกัดสูงสุด (UEL) อยู่ที่ 11.5% v/v
  • ความหนาแน่นสาร (Density / Specific Gravity): มีค่าประมาณ 0.902 g/cm3ที่อุณหภูมิ 20ºC  มีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ
  • ความดันไอ (Vapor Pressure): มีค่าสูงมากถึงประมาณ 93 mmHg ที่อุณหภูมิ 25ºC  ส่งผลให้สารตัวนี้ระเหยกลายเป็นไอแห้งได้อย่างรวดเร็วในบรรยากาศเปิด
  • ความหนาแน่นของไอ (Vapor Density): มีค่าเท่ากับ 3.04 (เมื่อเปรียบเทียบกับอากาศที่มีค่าเท่ากับ 1) ไอระเหยจึงหนักกว่าอากาศและมักไหลลงสู่บริเวณพื้นราบลุ่ม
  • อัตราการระเหยเปรียบเทียบ (Evaporation Rate): มีค่าประมาณ 4.1 เมื่อเปรียบเทียบกับสารมาตรฐาน n-Butyl Acetate (ซึ่งมีค่าเท่ากับ 1.0) จัดเป็นตัวทำละลายประเภทระเหยเร็ว (Fast Evaporating Solvent)
  • การละลายในน้ำ (Water Solubility): สามารถละลายในน้ำได้ปานกลาง ประมาณ 8.3% by weight}ที่อุณหภูมิ 20 ºC และความสามารถในการละลายจะลดลงเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น
  • การละลายในตัวทำละลายอื่น (Solubility in Solvents): สามารถผสมรวมเป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์กับตัวทำละลายอินทรีย์ส่วนใหญ่ เช่น แอลกอฮอล์, อะซิโตน, คีโตน, อีเธอร์ และคลอโรฟอร์ม
  • ค่าดัชนีหักเหแสง (Refractive Index): มีค่าดัชนีหักเหทางแสงเท่ากับ 1.372 ที่อุณหภูมิอ้างอิงมาตรฐาน 20ºC 
  • ความหนืดทางกายภาพ (Viscosity): เป็นของเหลวที่มีความลื่นสูงและหนืดต่ำมาก มีค่าความหนืดอยู่ที่ประมาณ 0.45 cP ที่อุณหภูมิ 25ºC 

2. สรุปคุณสมบัติเด่น (Summary of Key Features)

  • อัตราการระเหยที่รวดเร็วเป็นพิเศษ (Fast Evaporation): ด้วยความดันไอที่สูงทำให้สารนี้แห้งตัวได้อย่างรวดเร็ว เหมาะกับกระบวนการผลิตที่ต้องการประหยัดเวลาในการอบแห้งชิ้นงาน
  • ประสิทธิภาพการละลายสารสูง (Excellent Solvency): มีความสามารถในการทำละลายโพลิเมอร์ เรซิน ไนโตรเซลลูโลส อะคริลิก ยางสังเคราะห์ และไขมันต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง
  • มีความเป็นพิษต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น (Low Toxicity Profile): มีอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าตัวทำละลายกลุ่มคลอริเนตเต็ดไฮโดรคาร์บอน (เช่น เมทิลีนคลอไรด์) หรือกลุ่มอะโรมาติก (เช่น เบนซีน โทลูอีน)
  • ย่อยสลายได้ง่ายทางชีวภาพ (High Biodegradability): สามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติอย่างรวดเร็วทั้งในดินและแหล่งน้ำ ไม่สะสมในห่วงโซ่อาหาร (Low Bioaccumulation)
  • สารตั้งต้นทางชีวภาพ (Bio-based Option): สามารถผลิตได้จากกระบวนการทางชีวภาพผ่านการเอสเทอริฟิเคชันระหว่างเอทานอลที่ได้จากการหมักพืชผลทางการเกษตรกับกรดน้ำส้ม จึงจัดเป็นสารเคมีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ในบางสูตรผลิต
  • กลิ่นไม่ฉุนรุนแรงจนเวียนศีรษะ (Acceptable Odor Profile): มีกลิ่นโทนผลไม้ปนเคมีที่ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองอย่างรุนแรงทันทีเมื่อเทียบกับกลุ่มสารละลายแอมโมเนียหรืออะซิโตนเข้มข้น
  • ลดความหนืดได้อย่างรวดเร็ว (Powerful Viscosity Reducer): ใช้ปริมาณสารเพียงเล็กน้อยก็สามารถลดความข้นหนืดของสารเคมีตั้งต้นหรือเนื้อกาวเหนียวให้เหลวตัวลงจนพร้อมใช้งานได้ทันที
  • มีความเสถียรภายใต้สภาวะปกติ (Good Storage Stability): หากเก็บรักษาในภาชนะที่ปิดสนิทและไม่มีความชื้น สารจะคงรูปสมบัติเดิมได้ยาวนานโดยไม่เกิดปฏิกิริยาผันกลับหรือตกตะกอนเอง

3. ประโยชน์ใช้สอย (Industrial Applications)

  • อุตสาหกรรมการผลิตสีและสารเคลือบผิว (Paints & Coatings): ใช้เป็นตัวทำละลายหลักในสีพ่น สีเคลือบ และแลคเกอร์ชนิดแห้งเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มไนโตรเซลลูโลส เพื่อช่วยให้ฟิล์มสีแห้งตัวไวและสม่ำเสมอ
  • กระบวนการผลิตหมึกพิมพ์บรรจุภัณฑ์ (Printing Inks): นิยมใช้เป็นตัวเจือจางและตัวทำละลายในหมึกพิมพ์ระบบแฟล็กโซกราฟี (Flexography) และระบบกราเวียร์ (Rotogravure) เพื่อให้หมึกพิมพ์แห้งตัวทันทีบนฟิล์มพลาสติกหรือกระดาษในเครื่องพิมพ์ความเร็วสูง
  • ผลิตภัณฑ์น้ำยาทาเล็บและเครื่องสำอาง (Nail Polish & Cosmetics): เป็นส่วนประกอบสำคัญในยาทาเล็บทำหน้าที่ทำละลายเนื้อสีและสารเคลือบ ช่วยให้สีทาเล็บแห้งไวหลังจากทา และยังใช้เป็นส่วนผสมในน้ำยาล้างเล็บสูตรไร้อะซิโตน
  • อุตสาหกรรมกาวและสารยึดติด (Adhesives): ใช้เป็นตัวทำละลายในกาวประเภท Solvent-based เช่น กาวติดต่อ ยางบิวทิล และกาวไซยาโนอะคริเลต เพื่อปรับเนื้อกาวให้เหลวและแห้งตัวสร้างแรงยึดเกาะได้เร็วหลังจากประกบชิ้นงาน
  • อุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์ (Pharmaceutical Industry): ใช้เป็นสารสกัด (Extraction Solvent) ในกระบวนการแยกและทำให้สารบริสุทธิ์ในการผลิตยาปฏิชีวนะ ยาเม็ด สารสกัดจากสมุนไพร รวมถึงใช้เป็นตัวทำละลายในขั้นตอนการเคลือบเม็ดยา
  • อุตสาหกรรมอาหารและการสกัดสารเคมี (Food Industry): ใช้เป็นสารสกัดคาเฟอีนออกจากเมล็ดกาแฟและใบชาเพื่อผลิตเครื่องดื่มประเภท Decaffeinated รวมถึงใช้สกัดสารแต่งกลิ่นและรสชาติธรรมชาติจากผลไม้
  • สารทำความสะอาดในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Cleaning): ใช้ล้างทำความสะอาดแผงวงจรไฟฟ้าพิมพ์ลาย (PCB) เพื่อขจัดคราบฟลักซ์ คราบไขมัน และสิ่งสกปรกจากการผลิตชิ้นส่วนโดยไม่ทำลายโครงสร้างพลาสติกส่วนใหญ่
  • อุตสาหกรรมอลูมิเนียมฟอยล์และบรรจุภัณฑ์ (Aluminium Foil Production): ใช้เป็นสารทำความสะอาดคราบน้ำมันหล่อลื่นที่หลงเหลือจากกระบวนการรีดแผ่นอลูมิเนียมฟอยล์ให้สะอาดบริสุทธิ์ก่อนนำไปบรรจุอาหาร
  • อุตสาหกรรมพลาสติกและหนังเทียม (Plastics & Leather): ใช้ในขั้นตอนการตกแต่งและเคลือบผิวหน้าของหนังเทียมเพื่อปรับระดับความเงางามและล้างสารเคมีส่วนเกินในกระบวนการขึ้นรูปโพลิเมอร์

4. ข้อควรระวังและการจัดเก็บ (Safety & Storage)

  • มาตรการควบคุมอัคคีภัยและการจัดเก็บ (Fire Safety & Storage): ต้องจัดเก็บสารในภาชนะที่ปิดสนิทและแน่นหนา ภายในคลังสินค้าที่เย็น แห้ง มีระบบระบายอากาศที่ดีเยี่ยม และต้องแยกห่างจากแหล่งกำเนิดประกายไฟ เปลวไฟ และความร้อนอย่างเด็ดขาด
  • การป้องกันไฟฟ้าสถิต (Static Prevention): เนื่องจากจุดวาบไฟต่ำมาก การถ่ายเทสารเคมีระหว่างภาชนะบรรจุจำเป็นต้องมีการต่อสายดิน (Grounding) และสายเชื่อมฝาก (Bonding) ทุกครั้งเพื่อป้องกันการเกิดประกายไฟจากไฟฟ้าสถิต
  • สารเคมีที่ไม่เข้ากัน (Incompatible Materials): ห้ามจัดเก็บร่วมหรือวางใกล้กับสารออกซิไดซ์รุนแรง (Strong Oxidizers) กรดแก่ เบสแก่ และโลหะกลุ่มด่าง เพราะอาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาเคมีรุนแรงจนเกิดการลุกไหม้หรือระเบิดได้
  • อุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล (PPE): ผู้ปฏิบัติงานที่ต้องสัมผัสสารต้องสวมใส่หน้ากากกรองไอระเหยสารเคมีชนิดคาร์บอน แว่นตานิรภัยชนิดครอบตาป้องกันสารเคมีกระเด็น และถุงมือทนสารเคมีชนิดพิเศษ (เช่น ถุงมือยางบิวทิล หรือถุงมือหลายชั้น ไม่แนะนำให้ใช้ถุงมือยางธรรมชาติเพราะสารสามารถซึมผ่านได้ง่าย)
  • การปฐมพยาบาลเมื่อสัมผัสผิวหนัง (Skin Contact First Aid): หากสารสัมผัสถูกผิวหนังให้ถอดเสื้อผ้าและรองเท้าที่ปนเปื้อนออกทันที จากนั้นระดมล้างผิวหนังด้วยน้ำสะอาดปริมาณมากและสบู่อ่อนอย่างน้อย 15 นาที หากผิวหนังแห้งลอกหรือระคายเคืองให้ไปพบแพทย์
  • การปฐมพยาบาลเมื่อสารเข้าตา (Eye Contact First Aid): หากสารกระเด็นเข้าตาให้รีบล้างตาทันทีด้วยน้ำสะอาดไหลผ่านปริมาณมาก โดยเปิดเปลือกตาขึ้นลงและกรอกตาไปมาอย่างน้อย 15 นาทีเพื่อชะล้างสารเคมีออกให้หมด แล้วรีบนำส่งแพทย์ทันที
  • การปฐมพยาบาลเมื่อสูดดมไอระเหย (Inhalation First Aid): หากผู้ปฏิบัติงานเกิดอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือแน่นหน้าอกจากการสูดดมไอระเหย ให้รีบย้ายผู้ป่วยไปยังบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์และถ่ายเทสะดวก หากผู้ป่วยหยุดหายใจต้องทำการกู้ชีพ (CPR) ทันที
  • การจัดการและควบคุมการรั่วไหล (Spill Containment): ในกรณีเกิดการรั่วไหลให้กำจัดแหล่งประกายไฟรอบข้างทั้งหมด ใช้สารดูดซับที่ไม่ติดไฟ เช่น ทรายแห้ง ดิน หรือซิลิกาเจล ในการกักเก็บและซับของเหลว ห้ามฉีดน้ำล้างลงสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะเพื่อป้องกันปัญหาสารเคมีกระจายสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ
  • สารดับเพลิงที่เหมาะสม (Fire Fighting Media): หากเกิดการลุกไหม้ให้เลือกใช้สารดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง (Dry Chemical), แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (\(CO_{2}\)) หรือโฟมดับเพลิงสูตรต้านทานแอลกอฮอล์ (Alcohol-Resistant Foam) ห้ามใช้ลำแสงน้ำตรง (Straight streams of water) ฉีดใส่โดยตรงเพราะจะทำให้สารเคมีแพร่กระจายกว้างขึ้น
  • การขนส่งและรหัสสากล (Transportation Class): จัดเป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 3 (ของเหลวไวไฟ – Flammable Liquids) ตามข้อกำหนดสากล มีหมายเลขสหประชาชาติในการขนส่งคือ UN 1173 บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ขนส่งต้องติดป้ายสัญลักษณ์รูปเปลวไฟสีแดงอย่างชัดเจน
Scroll to Top